[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 7 สระบุรี
 

 

::: ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่ www.envi7.com ชาวเรา 3 ลุ่มน้ำ : ป่าสัก : นครนายก : ปราจีนบุรี : reo7srb@yahoo.com :::: คำขวัญ ค่านิยม สป.ทส. "รวมน้ำใจ ใฝ่คุณธรรม นำความเป็นเลิศ"

 

 

 

 

 

 






<< กันยายน 2553 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

ธนาคารขยะโรงเรียน
ลูกเสือทรัพยากรฯสสภ.7



<< กันยายน 2553 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

หน่วยงานส่วนกลางและภาค
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
รัฐมนตรีและคณะ
หน่วยงานในกระทรวง
สำนักปลัดกระทรวง ฯ
สำนักตรวจและประเมินผล
 สสภ.1 เชียงใหม่
 สสภ.2 ลำปาง
 สสภ.3 พิษณุโลก
 สสภ.4 นครสวรรค์
 สสภ.5 นครปฐม
 สสภ.6 นนทบุรี
 สสภ.8 ราชบุรี
 สสภ.9 อุดรธานี
 สสภ.10 ขอนแก่น
 สสภ.11 นครราชสีมา
 สสภ.12 อุบลราชธานี
 สสภ.13 ชลบุรี
 สสภ.14 สุราษฎร์ธานี
 สสภ.15 ภูเก็ต
 สสภ.16 สงขลา

เอกสารแนะนำ
คลิ๊ก
แผนจัดการคุณภาพ สวล.
ปี 2550-2554

รายงาน EIA
โครงการเหมืองแร่ฯและ
บริการชุมชนที่พักอยู่อาศัย ปี 52
ติดต่อขอข้อมูลได้ที่สำนักงานฯ
รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม
ปี 2551-2552
 

Link แบนเนอร์
 

 

 

  

        ข้อปฏิบัติงานเบื้องต้น เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน


 การควบคุมผลกระทบจากขั้นตอนการผลิตหินปูนของเหมืองหิน 
 แผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ ต.หน้าพระลาน(ปี 2548 - 2552)
 ประกาศ ฯ ที่ใช้ควบคุมคุณภาพอากาศและเสียง
 ทะเบียนโรงโม่ บด ย่อยหิน และเหมืองหิน
 แผนที่หน้าพระลาน
ผลกระทบจากฝุ่นละอองที่มีต่อสุขภาพมนุษย
 เมื่อปอดผิดปกติ..จะทราบได้อย่างไร    
 โรงโม่หิน/เหมืองหินติดดาว ความสำเร็จจากการจัดการสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ  เรียนรู้จากเรื่องร้องเรียน

 

ผลกระทบจากฝุ่นละอองที่มีต่อสุขภาพมนุษย์

การทำเหมืองหิน และโรงโม่ บด ย่อยหิน ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะอากาศที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญ ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อม ดังนี้

ผลกระทบจากฝุ่นละอองที่มีต่อสุขภาพมนุษย์

อากาศที่มนุษย์หายใจเข้าไปนั้น ประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 20.9% นอกนั้นเป็น อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ นีออน ฮีเลียม มีเทน ไฮโดรเจน ไนโตรเจนไดออกไซด์ และโอโซน รวมกันประมาณ 1.1% ดังนั้น สิ่งที่ปนเปื้อนเข้ามาในอากาศจะทำให้คุณภาพของอากาศเปลี่ยนไป สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะอยู่ในรูปของ ฝุ่นละออง ควัน ไอ หรือ ปริมาณก๊าซที่ผิดปกติไป ถ้าสิ่งปนเปื้อนมีปริมาณมากพอ และมีระยะเวลาในการสัมผัสนาน ก็อาจจะก่อให้เกิดความรำคาญ หรือเกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตหรือรบกวนการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้ โดยปกติ ระบบหายใจจะมีกลไกพิเศษป้องกันตัวเองให้ปลอดภัย แต่หากได้รับสิ่งปนเปื้อนเหล่านั้นมากเกินไป กลไกการป้องกันอาจจะทำงานผิดปกติได้ ทำให้เกิดโรคแก่ระบบทางเดินหายใจและปอด โรคในระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจเรื้อรังและโรคหัวใจ จากการศึกษาพบว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นละอองในอากาศสูง (ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมีปริมาณมากกว่า 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) มีอัตราป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจสูงกว่าเด็กที่อาศัยอยู่บริเวณที่มีฝุ่นละอองในอากาศต่ำ (ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมีปริมาณไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) และความรุนแรงของอาการป่วยจะสัมพันธ์กับระดับของฝุ่นละอองที่ได้รับเข้าไปในร่างกาย (วิทยาลัยการสาธารณสุข 2538) นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของฝุ่นขนาดเล็กทุก ๆ 30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอาการโรคระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 12-26 การเพิ่มขึ้นของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจร้อยละ 5-18 และการเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ร้อยละ 3-16 (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข 2543)

การที่ฝุ่นละอองจะผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้นั้น ต้องผ่านปราการต่าง ๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่การกรองที่ขนจมูก ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน (หรือไมโครเมตร) จะติดอยู่ในจมูกและทางเดินหายใจส่วนบนเกือบทั้งหมด ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน จะสามารถผ่านเข้าไปในหลอดลมและบางส่วนอาจจะถูกกำจัดออกไปโดยกลไกของปอด ฝุ่นที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (0.1–10 ไมครอน) หรือฝุ่น PM-10 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

ฝุ่นที่มีขนาด 2.5-10 ไมครอน เช่น ซิลิกา เหล็ก และอลูมิเนียม ฝุ่นพวกนี้มักตกค้างที่หลอดลมและท่อลมในปอด
ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน แต่ใหญ่กว่า 0.1 ไมครอน มักจะตกค้างในส่วนปลายของท่อลมในปอด ซึ่งคล้ายกับถุงลม

ผลกระทบในส่วนที่เกี่ยวกับขนาดของฝุ่น

จากการศึกษาผลกระทบจากฝุ่นขนาดต่าง ๆ ที่มีต่อมนุษย์ ต่างก็สรุปว่า ฝุ่นขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน มักจะติดอยู่ในจมูกและทางเดินหายใจส่วนบนเกือบทั้งหมด (ได้แก่ โพรงจมูก ปาก คอหอย และกล่องเสียง) ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน จะผ่านเข้าไปถึงหลอดลมและปอด บางส่วนเข้าถึงอวัยวะส่วนอื่นของปอดได้ และฝุ่นพวกนี้อาจถูกกำจัดออกไปโดยกลไกการทำงานของปอด สำหรับฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมครอนจะสามารถผ่านเข้าออกปอดได้เช่นเดียวกับก๊าซ และอาจติดอยู่ในปอดบ้างเล็กน้อย ดังนั้น อาจแบ่งฝุ่นที่มีผลกระทบต่อร่างกายได้ 3 ขนาด คือ ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน ฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 0.1 ถึง 10 ไมครอน และ ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมครอน

1) ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน

ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอนนี้ ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในจมูกและทางเดินอากาศส่วนบน จึงอาจมีผลกระทบต่ออวัยวะในส่วนนี้ ทำให้หายใจไม่สะดวก หรือก่อให้เกิดความรำคาญ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อตาและผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคือง จนถึงขั้นก่อให้เกิดโรคได้ ซึ่งก็มีรายงานเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ในการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขด้วย แม้ตำราเกือบทุกเล่มจะกล่าวว่าฝุ่นขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอน ไม่เป็นอันตรายต่อระบบหายใจของมนุษย์ แต่ตำราหลายเล่มชี้ให้เห็นว่าหากร่างกายได้รับหรือได้สัมผัสฝุ่นเหล่านี้เป็นจำนวนมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อร่างกายก็จะมีมากขึ้น แม้แต่ระบบหายใจก็อาจมีปัญหาได้

นอกจากผลกระทบต่อร่างกายโดยตรงแล้ว บริเวณที่มีฝุ่นขนาดนี้จำนวนมากจะทำให้ระยะการมองเห็นสั้นลง อาจเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน เช่น การสัมผัสกับส่วนเคลื่อนที่ของเครื่องจักรกลต่าง ๆ เนื่องจากมองเห็นได้ไม่ชัดเจน หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุในการขับขี่ยวดยานพาหนะ

2) ฝุ่นที่มีขนาด 0.1 ถึง 10 ไมครอน

ฝุ่นขนาดนี้สามารถเข้าไปถึงส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจ จึงเป็นฝุ่นที่อาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะของระบบทางเดินหายใจ อย่างรุนแรงหรือไม่รุนแรงก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของฝุ่น เนื่องจากเป็นฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่ามีฝุ่นเหล่านี้ในบริเวณไหนบ้าง จึงยากต่อการหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ ยังเป็นฝุ่นที่มีน้ำหนักน้อยมาก สามารถแขวนลอยอยู่ในอากาศได้ มนุษย์จึงมีโอกาสที่จะสูดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ตลอดเวลา หากไปอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นเหล่านี้

ฝุ่นขนาด 0.1 ถึง 10 ไมครอนนี้ อาจแบ่งย่อยได้เป็นสองขนาดคือ ขนาดที่ใหญ่กว่า 5 ไมครอน และขนาดที่เล็กกว่า 5 ไมครอนนี้จะเรียกว่าฝุ่นหายใจ (Respirable Dust) โดยมักถือกันว่าฝุ่นหายใจนี้สามารถเคลื่อนตัวไปได้ในทุก ๆ ส่วนของระบบทางเดินหายใจ อย่างไรก็ดี แม้ว่าฝุ่นหายใจจะสามารถเคลื่อนตัวไปถึงส่วนปลายสุดของทางเดินหายใจ (ถุงลมปอด) แต่ก็ไม่ใช่ว่าฝุ่นหายใจที่เข้าถึงบริเวณนี้ทุกชนิดจะทำให้เกิดโรคปอด มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในปอด ได้แก่ฝุ่นซิลิกา (Silica หรือ SiO2) ก่อให้เกิดโรคซิลิโคซิส (Silicosis) ฝุ่นแอสเบสตอส (Asbestos) ก่อให้เกิดโรคแอสเบสโตซิส (Asbestosis) ฝุ่นซิลิเกตอื่น ๆ (Other Silicate) อาจก่อให้เกิดโรคซิลิเกโตซิส (Silicatosis) ฝุ่นเหล็กหรือฝุ่นแร่เหล็ก ก่อให้เกิดโรคซิเดโรซิส ฝุ่นถ่านหิน (จากทั้งบิทูมินัสและแอนธราไซท์) ก่อให้เกิดโรคปอดดำ (Black Lung) หรือแอนธราโคซิลิโคซิส (Anthracosilicosis) โรคเหล่านี้เรียกรวมกันว่าโรคปอดที่เกิดจากฝุ่น หรือโรคนิวโมโคนิโอซิส (Pneumoconiosis) ในจำพวกโรคปอดที่เกิดจากฝุ่นเหล่านี้ โรคซิลิโคซิสถือว่าร้ายแรงที่สุด

3) ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมครอน

ฝุ่นที่เล็กกว่า 0.1 ไมครอน สามารถเคลื่อนตัวได้ด้วยก๊าซนำพาไป ดังนั้น ฝุ่นขนาดนี้จะเข้าหรือออกจากปอดได้เหมือนกับก๊าซ และส่วนมากมักถือว่าไม่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ

จากความสำคัญและผลกระทบของปัญหาฝุ่นละออง ธนาคารโลกได้เคยศึกษาวิเคราะห์ถึงผลดีทางสุขภาพในการลดการสัมผัสฝุ่นละอองในอากาศในกรุงเทพมหานคร และได้มีการนำผลการศึกษาดังกล่าวไปปรับใช้ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ผลกระทบต่อสุขภาพสัมพันธ์กับฝุ่นละอองซึ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครอยู่ในอัตราซึ่งคล้ายคลึงกับที่พบในเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ผลการศึกษาที่ได้ คาดว่าการลดค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละอองขนาดเล็กในกรุงเทพ-มหานครทุกๆ 20 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรจะก่อให้เกิดผลในการลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนกรุงเทพมหานครแต่ละปี (บริษัทแฮกเลอร์ เบลลี่ เซอร์วิส 2541) Hagler Bailly Services, Inc. 1998. Page ,S-9, 7-12 ดังนี้

– ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1,400-4,000 รายต่อปี

– ลดผู้ป่วยรายใหม่ด้วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง 3,960-12,276 รายต่อปี

– ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือดหัวใจ 1,120-3,140 รายต่อปี

– ลดวันที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรงจนไม่สามารถทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ 3,828,000-12,012,000 วัน

– ลดวันที่มีอาการระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย 44,172,000-147,988,000 วัน

 ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

ผลกระทบของการทำเหมืองหิน และโรงโม่ บด ย่อยหินมีดังนี้

ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันและควบคุมฝุ่นละอองให้อยู่ในมาตรฐาน เพื่อมิให้รบกวนและเป็นอันตรายต่อบริเวณชุมชนใกล้สถานประกอบการ
ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านรักษาสุขภาพของเจ้าหน้าที่และคนงาน
กิจการหรือธุรกิจบางอย่างไม่สามารถดำเนินการไปได้ หากตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานประกอบการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ
รัฐอาจจะต้องจัดโครงการเพื่อที่กำจัดหรือลดฝุ่นให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ทำให้เสียงบประมาณแผ่นดิน
ฝุ่นอาจจะทำอันตรายต่อพืชได้บ้าง ทำให้ผลิตผลการเกษตรลดลง ทำให้รายได้ของผู้ประกอบเกษตรกรรมใกล้เคียงลดลง
ผลกระทบด้านความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ

ผลกระทบของฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายต่อความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น เห็นได้ชัดเจน จากการที่ประชาชนที่อยู่ในบริเวณที่ฝุ่นละอองจากเหมืองหิน โรงโม่บดย่อยหิน หรือเส้นทางลำเลียงขนส่งเข้าไปถึง จะมีชีวิตความเป็นอยู่ในสภาพที่ไม่ดี ต้องทนรำคาญกับฝุ่นและอาจเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น เช่น โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับตา และโรคเกี่ยวกับผิวหนัง รวมถึงโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ โดยจะมีผลกระทบต่อร่างกายมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับปริมาณฝุ่นมากน้อย และในระยะเวลาที่ติดต่อกันนานเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ได้รับฝุ่นมาก ๆ และบ่อย ๆ คงจะมีความหงุดหงิดและรำคาญมาก ทำให้จิตใจไม่แจ่มใส สุขภาพจิตเสื่อมลง ซึ่งอาจมีผลต่อไปถึงสุขภาพด้านร่างกายด้วย

นอกจากนั้น ฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายยังทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านอื่น ๆ เลวร้ายลงไปด้วย เช่น อาจจะต้องปิดบ้านอยู่ตลอดเวลา ทำให้อยู่อย่างอึดอัด ต้องคอยป้องกันเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จากฝุ่น เช่น เครื่องไฟฟ้า เสื้อผ้า และอื่น ๆ ซึ่งถ้ามีฝุ่นสะสมอยู่มาก ๆ ก็อาจเสียหาย หรือใช้ประโยชน์ได้น้อย ต้องทำการปกปิดอาหารที่ประกอบขึ้นรับประทานในครัวเรือน การออกกำลังกายไม่อาจทำได้อย่างสะดวกสบายรวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่อื่น ๆ ก็อยู่ในสภาพไม่ดีไปด้วย นอกจากนี้อาจทำให้ต้องสูญเสียเงินทองเพิ่มขึ้น

ในด้านผลกระทบในการประกอบอาชีพนั้น คงเห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบอาชีพที่อาจถูกกระทบจากฝุ่นได้ เช่น ร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย โดยถ้าผลกระทบไม่มากนักก็อาจจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากปกติเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าผลกระทบมากก็คงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมาก จนถึงเลิกกิจการหรือย้ายไปดำเนินการที่อื่น สำหรับผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นในพื้นที่โครงการได้แก่ ผู้ที่ทำงานในเหมืองหิน โรงโม่บดย่อยหิน หรือผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมเหมืองหิน และโรงโม่บดย่อยหิน เช่น คนขับรถบรรทุกหิน นอกจากนี้ก็มีผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ ในบริเวณใกล้กับที่มีการทำเหมืองหิน การทำโรงโม่บดย่อยหิน หรือการขนส่งลำเลียงหิน

ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

ผลกระทบของฝุ่นละอองต่อทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ แหล่งน้ำ พื้นดิน ป่าไม้ และสัตว์น้ำ

ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ อาจจะมีผลกระทบไม่มากนัก โดยฝุ่นอาจจะฟุ้งกระจายตกไปในแหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำมีฝุ่นเจือปน แต่ฝุ่นจากอุตสาหกรรมเหมืองหิน และโรงโม่บดย่อยหินโดยทั่วไป ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์ ฝุ่นละอองจึงไม่น่าจะมีผลต่อแหล่งน้ำผิวดินมาก อย่างไรก็ตามฝุ่นละอองจากอุตสาหกรรมเหมืองหินและโรงโม่หินส่วนใหญ่เป็นหินปูน (CaCO3) อยู่ในปริมาณมาก ดังนั้นเมื่อละลายน้ำอาจมีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งถ้าน้ำมีฤทธิ์เป็นด่างอาจเป็นอันตรายได้ แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่าหินปูนทำให้แหล่งน้ำผิวดินมีฤทธิ์เป็นด่าง
ผลกระทบต่อพื้นดิน สำหรับพื้นดินนั้น ฝุ่นละอองจะมีผลกระทบต่อเมื่อตกลงสู่พื้นดิน โดยเนื่องจากฝุ่นละอองจากอุตสาหกรรมเหมืองหินและโรงโม่หิน มี CaCO3 เป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อฝุ่นเหล่านี้ตกลงพื้นดินและผสมกับดินเดิมจะทำให้ดินผสมที่ได้อาจมีความเป็นด่างได้หากมีปริมาณฝุ่นมากพอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีรายงานว่าฝุ่นจากเหมืองหินและโรงโม่หินในเขตพื้นที่โครงการศึกษานี้ทำให้ดินมีลักษณะเป็นด่างเลย
ผลกระทบต่อป่าไม้ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านพืช พบว่าไม่มีหลักฐานเด่นชัดว่าฝุ่นละอองจะมีผลกระทบต่อป่าไม้อย่างไร คือ จะทำความเสียหายให้ป่าไม้อย่างไร แต่จากการสังเกตจะเห็นได้ว่าบริเวณชายป่าที่มีฝุ่นมากจะมีฝุ่นจับที่ใบไม้ ซึ่งก็คงจะมีการล้างออกไปในฤดูฝน ส่วนในฤดูอื่นก็ยังคงมีฝุ่นจับอยู่ ฝุ่นที่จับใบไม้เหล่านี้คงมีผลทำให้ต้นไม้โตช้า หรือไม่แข็งแรงสมบูรณ์เท่าที่ควร แต่จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ก็กล่าวว่าคงจะไม่ถึงทำให้ต้นไม้ตาย และไม่เคยทราบว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับการที่ฝุ่นมีผลทำให้ต้นไม้ตาย จึงอาจสรุปได้ว่าผลกระทบของฝุ่นละอองต่อป่าไม้คงจะมีน้อยมาก โดยถึงแม้จะมีก็คงไม่สามารถจะหยุดการเติบโตของป่าไม้ได้ และเป็นที่ทราบกันดีว่าผลกระทบต่อป่าไม้ในด้านอื่น ๆ จะมีมากกว่า เช่น การบุกรุก หรือการใช้พื้นที่ป่าไม้ทำประโยชน์อื่น ๆ
ผลกระทบต่อสัตว์ป่า ผลกระทบของฝุ่นจากเหมืองหิน โรงโม่บดย่อยหิน และเส้นทางลำเลียงต่อสัตว์ป่า คงจะต่อเนื่องจากผลกระทบจากป่าไม้ คือ หากฝุ่นมีผลกระทบต่อป่าไม้น้อย ก็คงจะมีผลกระทบต่อสัตว์ป่าน้อยไปด้วย ในแง่ของสัตว์นั้นกล่าวกันว่าผลกระทบของมลพิษจากอากาศจะต่างกับของมนุษย์ ซึ่งกระทบมากต่อระบบหายใจ แต่ในกรณีของสัตว์ผลกระทบจากมลพิษจากอากาศส่วนมากจะผ่านทางระบบย่อยอาหาร ดังนั้น ฝุ่นจากเหมืองหินและโรงโม่บดย่อยหินจึงไม่น่าจะมีอันตรายต่อสัตว์เลย หรือหากจะมีบ้างก็คงเนื่องจากฝุ่นไปเจือปนสิ่งสกปรกหรือสิ่งมีพิษก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายสัตว์ เมื่อฝุ่นละอองมีผลกระทบต่อสัตว์น้อยเช่นนี้ ผลกระทบต่อสัตว์ป่าก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะในป่าโอกาสที่จะมีฝุ่นฟุ้งกระจายน่าจะมีน้อยมาก


ผลกระทบต่อแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์

ผลกระทบของฝุ่นละอองต่อแหล่งธรรมชาติ อาจจะมีผลกระทบบ้าง เช่น บริเวณถ้ำ อาจมีฝุ่นฟุ้งกระจายเข้าไปถึง ทำให้มีฝุ่นจับ จนอาจสูญเสียลักษณะอังดึงดูดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมได้ ส่วนผลกระทบต่อศิลปกรรมจะมีผลกระทบในความน่าดูชมของศิลปกรรมอันเนื่องจากฝุ่นละอองจับหรือสะสมบนศิลปกรรมนั้น ๆ

ผลกระทบทางด้านทัศนียภาพ

ในด้านทัศนียภาพ ฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายจากกิจการเหมืองหินและโรงโม่บดย่อยหินอาจไปบดบังทัศนียภาพต่าง ๆ เช่น เนินเขา หรือหุบเขา (หากมองจากข้างบน) ซึ่งจะทำให้มองเห็นเนินเขาหรือหุบเขาเหล่านั้นไม่ชัดเจน สูญเสียความงามไป

นอกจากนี้ ฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายอยู่ตามถนนและเส้นทางลำเลียงต่าง ๆ จะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่อาจมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามที่ข้างทางได้ และยังอาจเป็นอันตรายในการขับขี่ยวดยานอีกด้วย ดังนั้นในแง่ของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่โครงการ จุดที่สำคัญจุดหนึ่ง คือฝุ่นบนถนนหนทางที่ฟุ้งกระจายได้เมื่อมียวดยานวิ่งผ่าน นอกเหนือไปจากฝุ่นที่ฟุ้งกระจายในบริเวณรอบ ๆ เนื่องจากการทำงานในเหมืองหิน

 

 






   

:: พัฒนาและปรับปรุงโดย กลุ่มงานสารสนเทศสิ่งแวดล้อม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 7 สระบุรี :: โทร 036 266 202 โทรสาร 036 267 031
E-mail : reo07.org@mnre.mail.go.th

::: Webpage Design by สารสนเทศสิ่งแวดล้อม :::PR..Envi7 :::